ทำธุรกิจมาจนมีกำไร ถึงเวลาซื้อบ้าน-ซื้อรถ... จะกู้ในชื่อใครดี?
พอธุรกิจเริ่มอยู่ตัว คำถามยอดฮิตที่เจ้าของกิจการมักจะถามทีมงาน ARH Young เสมอคือ "พี่จะออกรถป้ายแดง / พี่จะซื้อบ้านใหม่ ให้บริษัทกู้เพื่อเอามาหักภาษีดีไหม?" หลายคนมองแค่เรื่อง "อยากได้ค่าใช้จ่ายบริษัท" แต่มักจะลืมมองเรื่อง อัตราดอกเบี้ย ความยากง่ายในการกู้ และความยุ่งยากตอนขายทิ้ง วันนี้เราจะมาสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ฟันธงทีละประเด็นครับ!
ก่อนอื่นต้องแยกให้ออกก่อนครับว่า "บ้าน" กับ "รถ" มีเงื่อนไขทางภาษีและการปล่อยสินเชื่อของธนาคารที่ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เราไม่สามารถใช้ตรรกะเดียวกันตัดสินใจได้ มาดูทีละประเภทกันครับ
🚗 กรณีที่ 1: กู้ซื้อ "รถยนต์"
ข้อดี: นำค่าน้ำมัน ค่าซ่อมบำรุง ประกันภัย และดอกเบี้ยเช่าซื้อ มาเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้เต็มที่ และนำมูลค่ารถมาหักค่าเสื่อมราคาได้ (ลดภาษีนิติบุคคลได้)
ข้อเสีย: ถ้ารถที่คุณซื้อคือ "รถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง" (รถเก๋ง, SUV) กฎหมายสรรพากรให้หักค่าเสื่อมได้สูงสุดแค่ 1 ล้านบาทเท่านั้น! (แม้รถจะราคา 3 ล้านก็ตาม) และขอคืนภาษีซื้อ (VAT 7%) ไม่ได้ด้วย! นอกจากนี้ ดอกเบี้ยไฟแนนซ์ของนิติบุคคลมักจะ สูงกว่า บุคคลธรรมดา และอาจต้องมีบุคคล(กรรมการ)ค้ำประกันร่วมด้วย
ข้อดี: ดอกเบี้ยรถยนต์ส่วนบุคคลมักจะได้โปรโมชั่นที่ถูกกว่า จัดไฟแนนซ์ง่ายกว่า และตอนขายรถทิ้งในอนาคต เงินที่ได้เข้ากระเป๋าตัวเองเต็มๆ ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและไม่ต้องเปิดบิล VAT ขายรถ
ข้อเสีย: เอาค่ารถมาหักภาษีบริษัทตรงๆ ไม่ได้ (แต่สามารถทำ "สัญญาเช่ารถ" ระหว่างกรรมการกับบริษัท เพื่อให้บริษัทมีค่าใช้จ่ายได้ แลกกับการที่กรรมการต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากค่าเช่า)
🏠 กรณีที่ 2: กู้ซื้อ "บ้าน / โฮมออฟฟิศ / ที่ดิน"
ข้อดี: สามารถนำมูลค่าสิ่งปลูกสร้าง (ไม่รวมที่ดิน) มาหักค่าเสื่อมราคาได้ 20 ปี และดอกเบี้ยบ้านใช้เป็นรายจ่ายบริษัทได้เต็มๆ
ข้อเสีย: กู้ยากมาก! ธนาคารจะปล่อยสินเชื่อเพื่อการพาณิชย์ (Commercial Loan) ซึ่งดอกเบี้ย แพงกว่าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Housing Loan) ของบุคคลธรรมดาหลายเท่า และผ่อนได้สั้นกว่า นอกจากนี้ หากวันนึงอยากขายบ้าน หรือบริษัทปิดกิจการ การโอนอสังหาฯ ออกจากบริษัทจะมีภาระภาษีธุรกิจเฉพาะ (3.3%) และภาษีเงินได้นิติบุคคลที่โหดมากครับ
ข้อดี: ดอกเบี้ยบ้านบุคคลธรรมดาถูกที่สุดในตลาด (มักมีโปรฯ 3 ปีแรก) กู้ได้ยาว 30-40 ปี และสามารถนำดอกเบี้ยไปลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาได้สูงสุด 100,000 บาท/ปี
ข้อเสีย: ต้องมีหลักฐานรายได้ (เงินเดือน/เงินปันผล) ที่ชัดเจนเพื่อยื่นกู้ (ถ้าบริษัทมีกำไรแต่กรรมการตั้งเงินเดือนตัวเองแค่น้อยนิด แบงก์ก็ไม่ปล่อยกู้ครับ)
🏦 สรุป "แบบไหนกู้ผ่านง่ายกว่ากัน?"
คำตอบคือ "บุคคลธรรมดา (กรรมการ) กู้ผ่านง่ายกว่า และได้ดอกเบี้ยถูกกว่าครับ!"
โดยเฉพาะถ้าบริษัทของคุณเพิ่งเปิดได้ 1-2 ปี หรืองบการเงินบริษัทโชว์ "กำไรน้อย" (เพราะมัวแต่หาบิลมาหลบภาษี) ธนาคารจะมองว่าบริษัทไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ และจะปฏิเสธสินเชื่อทันที
ในขณะที่ถ้ากรรมการมีการเดินบัญชีที่สวยงาม จ่ายเงินเดือนตัวเองจากบริษัทอย่างถูกต้อง เสียภาษี ภ.ง.ด.1 ครบถ้วน ธนาคารจะชอบและปล่อยสินเชื่อให้บุคคลธรรมดาได้ง่ายกว่ามากครับ
⚠️ ความเสี่ยงที่ SME มักพลาด (สรรพากรจับตามอง)
หากให้บริษัทซื้อรถหรูหรือซื้อบ้าน แล้ว กรรมการเอาไปใช้ส่วนตัว 100% (ไม่ได้ใช้ในกิจการจริง) หากสรรพากรเข้าตรวจสอบและพบว่าเป็นการใช้ทรัพย์สินบริษัทเพื่อประโยชน์ส่วนตัว สรรพากรมีสิทธิ์ประเมินมูลค่าการใช้งานนั้นเป็น "รายได้พึงประเมินของกรรมการ" ซึ่งตัวกรรมการจะต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดาย้อนหลังอานเลยครับ!
อยากซื้อบ้าน ซื้อรถ แต่กลัวงบการเงินไม่สวย กู้ไม่ผ่าน?
อย่าเพิ่งตัดสินใจกู้ ถ้ายังไม่ได้วางแผนภาษีและงบการเงิน!
ให้ ARH Young ช่วยคุณวางแผนการจ่ายเงินเดือนกรรมการ และจัดการงบการเงินให้เป๊ะ
เตรียมตัวให้พร้อมก่อนยื่นแบงก์ ดอกเบี้ยถูก ภาษีคุ้ม ไม่โดนสรรพากรเพ่งเล็ง!
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
A: กรณีรถกระบะ (เชิงพาณิชย์) แนะนำให้บริษัทกู้และซื้อในนามบริษัทครับ เพราะสามารถหักค่าเสื่อมได้เต็มจำนวน (ไม่ติดลิมิต 1 ล้านบาท) และสามารถขอคืนภาษีซื้อ 7% ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย คุ้มค่าทางภาษีมากที่สุดครับ
A: ทำได้และเป็นที่นิยมมากครับ! กรรมการได้สิทธิ์กู้บ้านดอกเบี้ยถูก และทำสัญญาให้บริษัทเช่าพื้นที่ (บางส่วนหรือทั้งหมด) บริษัทนำค่าเช่าไปเป็นค่าใช้จ่ายได้ ส่วนกรรมการก็รับรู้รายได้ค่าเช่าไปยื่นภาษี ภ.ง.ด.90 เป็นวิธีที่ยืดหยุ่นและปลอดภัยกว่าให้บริษัทกู้ซื้อบ้านครับ
