"เสียงเงินเข้าแอปถุงเงินดังทั้งวันสะใจดี... แต่รู้ไหมว่าปลายปีนี้อาจต้องนอนเอามือก่ายหน้าผากเพราะภาษี?"

วินาทีนี้ไม่มีโครงการไหนจะปลุกกระแสค้าขายได้ร้อนแรงเท่ากับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2569 อย่าง "ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)" อีกแล้วครับ รัฐบาลช่วยออกให้ 60% ลูกค้าจ่ายเองแค่ 40% ดันให้ยอดขายร้านค้ารายย่อยพุ่งทะลุเป้าแบบไม่ทันตั้งตัว ทว่าท่ามกลางความดีใจ สิ่งที่ทำให้พ่อค้าแม่ค้าเริ่มเสียวสันหลังวาบคือเรื่อง ภาษีไทยช่วยไทยพลัส เพราะยอดสแกนรับเงินทุกบาทดันวิ่งเข้าไปอยู่ในระบบดิจิทัลแบบโปร่งใส 100% สรรพากรเห็นตัวเลขเรียบร้อย! วันนี้ ARH Young จะมาตีแผ่ความจริงแบบภาษาคนทำธุรกิจว่า ร้านค้าเข้าโครงการไทยช่วยไทยพลัสมีเกณฑ์การจัดเก็บภาษีอย่างไร เพื่อให้คุณวางแผนรับมือได้ทันก่อนสายครับ!

🎨 Visual Metaphor: "เครื่องบันทึกความจำที่ไม่มีวันลบเลือน"

การที่คุณเปิดใจก้าวเข้าสู่โครงการรัฐและกดยอมรับเงินผ่านแอปถุงเงิน เปรียบเสมือนคุณยอมติดตั้ง "เครื่องบันทึกความจำระบบดิจิทัลดิจิทัล" ของกรมสรรพากรไว้กลางร้านครับ ในอดีตหากคุณรับเฉพาะเงินสด สรรพากรก็เหมือนคนตาบอดที่มองไม่เห็นว่าวันนี้ร้านคุณขายได้กี่บาท แต่ในวันนี้ ทุกๆ ยอดสแกนโอนจ่ายผ่านระบบ 60/40 คือการส่งสัญญาณดาต้าตัวเลขตรงดิ่งไปยังหลังบ้านของภาครัฐ ดังนั้น ทางออกเดียวที่ปลอดภัยไม่ใช่การหนีระบบ แต่คือการเข้าใจวิธีจัดเอกสารบัญชีให้ถูกต้องเพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันตัวเองต่างหากครับ!

1. ความจริงข้อแรก: ส่วนต่าง 60% ที่รัฐออกให้ ถือเป็นรายได้ของร้านค้าด้วยหรือไม่?

นี่คือสิ่งที่พ่อค้าแม่ค้าเกือบ 90% เข้าใจผิดอย่างร้ายแรง! หลายคนคิดว่ารายได้ของร้านค้านับเฉพาะเงิน 40% ที่ลูกค้าควักกระเป๋าจ่ายสดหรือกดโอนเงินให้ ส่วนอีก 60% ที่รัฐบาลโอนสมทบเข้าแอปถุงเงินตามมาภายหลังถือเป็นเงินช่วยเหลือ ไม่ต้องเอามารวมคิดภาษี... ARH Young ขอย้ำตรงนี้เลยครับว่า "คิดแบบนี้อันตรายมาก"

ในทางกฎหมายสรรพากรไทย ราคาขายสินค้าคือมูลค่าเต็ม 100% ของสิ่งที่คุณเสนอขายไป เงินจะมาจากระเป๋าของลูกค้าหรือเป็นเงินอุดหนุนที่รัฐช่วยจ่ายให้ ก็นับรวมเป็น "รายได้จากการขายพึงประเมิน" ของร้านค้าทั้งหมด ไม่มีข้อยกเว้น และที่สำคัญ ข้อมูลผ่านแอปถุงเงินภาษีชุดนี้ สรรพากรรับรู้ตัวเลขเต็มจำนวนตั้งแต่เงินถูกโอนสแกนเข้าแอปเรียบร้อยแล้วครับ

2. เช็กเกณฑ์รายได้: ร้านค้าเข้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส รายได้เท่าไหร่ถึงเกณฑ์ต้องยื่นภาษี?

คำว่า "ยื่นภาษี" กับ "เสียภาษี" ไม่เหมือนกันนะครับ คนไทยหลายคนมักสับสนจนนำไปสู่ความผิดพลาด สำหรับผู้ประกอบการที่เป็นร้านค้าบุคคลธรรมดา กฎหมายกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของการทำหน้าที่ไว้ชัดเจนดังนี้ครับ:

📌 เกณฑ์สำหรับคนโสด (ขายของคนเดียว)

ถ้าร้านค้าของคุณมียอดขายรวม (ไม่ใช่กำไร) เกิน 60,000 บาทต่อปี คุณมี "หน้าที่ตามกฎหมาย" ที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี แม้ว่าคำนวณออกมาแล้วจะไม่ต้องเสียภาษีเลยสักบาทก็ตาม

📌 เกณฑ์สำหรับคนที่แต่งงานจดทะเบียนแล้ว

หากมียอดขายรวมกันทั้งปีเกิน 120,000 บาท จะต้องทำหน้าที่ยื่นแบบภาษีทันทีเพื่อแสดงความโปร่งใสต่อกรมสรรพากร

จำไว้ว่าการยื่นแบบคือการแจ้งให้ภาครัฐทราบว่าเรามีตัวตนและทำธุรกิจอย่างสุจริต ซึ่งหากเงินได้สุทธิของคุณหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้วไม่เกิน 150,000 บาท คุณก็จะไม่ต้องเสียภาษีแม้แต่บาทเดียว ดังนั้น อย่ากลัวการยื่นแบบเลยครับ

3. สอนวิธีคำนวณภาษีร้านค้าบุคคลธรรมดา (หักเหมา vs หักตามจริง)

ในการยื่นภาษีบุคคลธรรมดา รายได้จากการค้าขายปลีก ขายของชำ หรือขายอาหารตามสั่ง จะจัดอยู่ในเงินได้ประเภทที่ 8 หรือ มาตรา 40(8) ของประมวลรัษฎากร ซึ่งทางสรรพากรเปิดโอกาสให้ร้านค้าสามารถเลือกวิธีคำนวณหักต้นทุนได้ 2 แนวทางหลัก:

วิธีที่ 1: การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60%

วิธีนี้ง่ายและเป็นที่นิยมที่สุดสำหรับร้านค้ารายย่อย เพราะคุณไม่ต้องปวดหัวกับการเก็บใบเสร็จ ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าแรงงานใดๆ เลย สรรพากรจะยอมรับทันทีว่าหากคุณขายได้ 100 บาท เป็นต้นทุนของคุณไปแล้ว 60 บาท และจะเหลือกำไรมาคำนวณภาษีจริงเพียงแค่ 40 บาทเท่านั้น สะดวกสบาย รวดเร็ว เหมาะกับร้านที่ต้นทุนแท้จริงไม่สูงมากนัก

วิธีที่ 2: การหักค่าใช้จ่ายตามจริง

วิธีนี้จะคุ้มค่าทันทีหากร้านค้าของคุณมีอัตรากำไรบางมากๆ เช่น ร้านขายทอง หรือร้านโชห่วยส่งที่เน้นตัดราคากันจนต้นทุนวัตถุดิบปาไป 80-90% ของราคาขาย การเลือกหักตามจริงจะช่วยลดหย่อนฐานภาษีได้มากกว่าการหักเหมา 60% แต่มีเงื่อนไขเหล็กว่า คุณต้องมีใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จรับเงิน หรือหลักฐานรายจ่ายที่ถูกต้องครบถ้วน 100% เพื่อพร้อมให้สรรพากรเรียกตรวจสอบ หากไม่มีเอกสาร สรรพากรจะไม่ให้หักและปรับย้อนหลังอ่วมแน่นอนครับ

4. Case Study: ตัวอย่างการคำนวณภาษีจริงเมื่อร้านค้ามียอดขายพุ่งจากโครงการรัฐ

เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าเห็นภาพและเข้าใจ วิธีคำนวณภาษีร้านค้า แบบชัดเจนที่สุด เราลองมาแกะรอยเคสสมมติของ "ร้านส้มตำเจ๊ดา" ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดากันครับ

ในปี 2569 เจ๊ดาเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส ยอดขายถล่มทลายผ่านแอปถุงเงินรวมกับรายได้นอกระบบทั้งปีสัญญารวมเป็นจำนวนเงิน 1,400,000 บาท เจ๊ดาเป็นคนโสด ไม่มีภาระค่าลดหย่อนอื่นนอกจากค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% มาดูกันครับว่าเจ๊ดาจะต้องเตรียมเงินจ่ายภาษีเท่าไหร่:

ขั้นตอนการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (เจ๊ดา) จำนวนเงิน (บาท)
1. รายได้พึงประเมินรวมทั้งปี (มาตรา 40(8)) 1,400,000
2. หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% (1,400,000 x 60%) - 840,000
3. รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย 560,000
4. หักค่าลดหย่อนส่วนตัว (ตามกฎหมายกำหนด) - 60,000
5. เงินได้สุทธิ (ฐานที่นำไปคำนวณภาษี) 500,000

หลังจากนั้น นำ เงินได้สุทธิ 500,000 บาท ไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบก้าวหน้าขั้นบันได:

  • - เงินได้ 0 - 150,000 บาทแรก: ได้รับยกเว้นภาษี
  • - เงินได้ 150,001 - 300,000 บาท (ช่วง 150,000 บาท) x อัตรา 5% = 7,500 บาท
  • - เงินได้ 300,001 - 500,000 บาท (ช่วง 200,000 บาท) x อัตรา 10% = 20,000 บาท

👉 รวมภาษีเงินได้ที่คำนวณจากวิธีเงินได้สุทธิ = 7,500 + 20,000 = 27,500 บาท

⚠️ กฎเหล็กสรรพากรที่ต้องระวัง: การคำนวณวิธีที่ 2

เนื่องจากเจ๊ดามีรายได้ที่ไม่ใช่เงินเดือนเกิน 1,000,000 บาท สรรพากรบังคับให้คิดภาษีวิธีที่ 2 ควบคู่ไปด้วย นั่นคือ "เอารายได้รวมทั้งหมดคูณด้วย 0.5%" (1,400,000 x 0.5% = 7,000 บาท) จากนั้นกฎหมายบอกว่าให้เลือกจ่ายตามวิธีที่คำนวณได้เงินภาษีสูงที่สุด สรุปแล้วเคสนี้เจ๊ดาจึงต้องเสียภาษีที่ยอด 27,500 บาท ครับ

5. กับดักภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 1.8 ล้านบาท ที่ถ้าไม่ระวังอาจถึงขั้นหมดตัว

นอกจากภาษีเงินได้ประจำปีแล้ว มีอีกหนึ่งเส้นตายที่อันตรายที่สุดสำหรับร้านค้าที่เติบโตอย่างรวดเร็วผ่านระบบ แอปถุงเงินภาษี นั่นคือตัวเลขรายได้รวม 1,800,000 บาทต่อปี

ตามกฎหมายไทย หากคุณค้าขายจนมียอดเงินรายรับรวมทะลุ 1.8 ล้านบาทเมื่อไหร่ คุณมีหน้าที่ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ยอดเกินทันที! หากคุณขายเพลินจนลืมเช็กสเตตัสตัวเอง สรรพากรมาตรวจเจอภายหลัง ยอดขายส่วนที่เกิน 1.8 ล้านไปจะถูกจับคิดเป็นยอดรวม VAT ย้อนหลังพ่วงด้วยเบี้ยปรับ 2 เท่า และเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน เงินกำไรที่อุตส่าห์ยืนเหนื่อยขายมาทั้งปีอาจจะกลายเป็นศูนย์และติดหนี้สรรพากรทันทีครับ

6. สรรพากรดึงข้อมูลจากแอปถุงเงินไปตรวจภาษีย้อนหลังได้จริงไหม?

ตอบแบบตรงไปตรงมาและไม่อ้อมค้อมเลยครับว่า "จริงและง่ายมากครับ" เพราะระบบแอปถุงเงินดำเนินการโดยธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ ข้อมูลธุรกรรมดิจิทัลทุกจุดไม่มีการใช้เงินสดมาปะปน ดังนั้น สรรพากรจึงมีดาต้าเบสที่ระบุตัวตน เลขบัตรประชาชน และยอดรับเงินรายวันของร้านค้าทุกร้านที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสอย่างชัดเจน

การที่ร้านค้าบางร้านคิดว่าจะหลบภาษีโดยการไม่ยื่นแบบแสดงรายการเลย สรรพากรจะใช้ระบบการสุ่มตรวจและออกจดหมายเชิญพบทันทีหลังสิ้นสุดฤดูกาลยื่นภาษี เกราะป้องกันที่ดีที่สุดของคนทำธุรกิจในยุคดิจิทัล 2026 คือการยื่นแบบอย่างถูกต้อง นำส่งตัวเลขที่ตรงไปตรงมา และใช้สิทธิ์ลดหย่อนทางบัญชีอย่างชาญฉลาดเพื่อเซฟเงินให้มากที่สุดครับ

🚨 สรุป Checklist วิธีการเอาตัวรอดสำหรับร้านค้าโครงการรัฐ

หากคุณยังอยากค้าขายอย่างสบายใจ ไร้ความกังวลใจเรื่องจดหมายเรียกย้อนหลัง ทำตามกฎ 3 ข้อนี้ทันทีครับ:

  • 1. แคปหน้าจอสรุปยอดขายรายเดือนจากแอปถุงเงินและเก็บบันทึก statement ไว้ในโฟลเดอร์ให้เป็นระเบียบ
  • 2. หากยอดขายรวมทั้งปีเริ่มเข้าใกล้เกณฑ์ 1.5 - 1.8 ล้านบาท ห้ามรอให้ถึงสิ้นปีเด็ดขาด ต้องรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีทันที
  • 3. ยื่นภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) ภายในเดือนกันยายน 2569 และยื่นภาษีเต็มปี (ภ.ง.ด.90) ภายในเดือนมีนาคม 2570 ให้ตรงตามกำหนด

ขายดีผ่านแอปถุงเงินจนยอดพุ่งกระฉูด แต่ไม่อยากนั่งนอนระแวงจดหมายสรรพากร?

อย่าปล่อยให้ความไม่รู้เรื่องระบบภาษีมาขโมยเงินกำไรที่คุณยืนเหนื่อยค้าขายมาทั้งปี!
ให้ทีมงานนักบัญชีและผู้เชี่ยวชาญจาก ARH Young ช่วยดูแลหลังบ้านให้คุณ วางแผนภาษีร้านค้าบุคคลธรรมดาอย่างถูกกฎหมาย คำนวณหาจุดคุ้มทุนหักลดหย่อนภาษีสูงสุด และเตรียมเอกสารยื่นแบบได้ถูกต้องครบถ้วน
ค้าขายสบายใจ ยอดปังแค่ไหนก็ไม่ต้องกลัวโดนเรียกย้อนหลัง ทักหาเราตอนนี้เลยครับ!

ปรึกษาวางแผนภาษีร้านค้า (ทัก LINE ฟรี!)

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับภาษีร้านค้าในโครงการรัฐ

Q: ถ้าร้านค้ายอดขายไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี ยังจำเป็นต้องยื่นแบบภาษีไหม?

A: จำเป็นต้องยื่นครับ! หากคุณเป็นบุคคลธรรมดาที่มีรายได้จากการขายของเกิน 60,000 บาทต่อปี กฎหมายบังคับให้มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการ (ภ.ง.ด.90/94) แม้ว่าหักลบทุกอย่างแล้วจะไม่ต้องเสียเงินภาษีเลยก็ตาม การยื่นแบบคือการแสดงความบริสุทธิ์ใจเพื่อไม่ให้โดนค่าปรับแบบฟอร์มย้อนหลังครับ

Q: สรรพากรสามารถเข้าตรวจสอบยอดเงินเข้าในแอปถุงเงินของร้านค้าได้อย่างไร?

A: เนื่องจากระบบแอปถุงเงินทำงานผ่านระบบเครือข่ายดิจิทัลของรัฐและสถาบันการเงิน ข้อมูลธุรกรรมการสแกนจ่ายของโครงการไทยช่วยไทยพลัสจึงถูกจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลคลังออนไลน์อย่างถาวร ประกอบกับกฎหมายธุรกรรมลักษณะเฉพาะ (e-Payment) สรรพากรจึงสามารถดึงข้อมูลตัวเลขดิบมาทำการสุ่มตรวจและเปรียบเทียบกับแบบที่คุณยื่นได้อย่างง่ายดายครับ

Q: หากยอดขายรวมทะลุ 1.8 ล้านบาทจากโครงการนี้ ต้องยื่นจด VAT ทันทีเลยไหม หรือรอสิ้นปี?

A: ต้องยื่นจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่ยอดขายรวมแตะ 1.8 ล้านบาททันทีครับ ห้ามรอให้ถึงสิ้นปีเด็ดขาด เพราะกฎหมายนับความรับผิดชอบนับแต่วันที่รายได้เกินเกณฑ์ หากล่าช้าจะมีโทษปรับทางแพ่งรุนแรงมากครับ

📚 บทความที่เกี่ยวข้อง

🏢 สนใจบริการสำนักงานบัญชี ARH Young?

รับทำบัญชี  ·  วางแผนภาษี  ·  จดทะเบียนบริษัท  ·  ที่ปรึกษาธุรกิจ SME

ดูบริการทั้งหมด →ติดต่อเราฟรี →

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *